|
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
+ + + Istanbul, Turkey Part V - The End + + + วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันกับการเดินชมมัสยิดสีน้ำเงิน ฮาเกีย โซเฟีย และ พระราชวังทอปกาปึ เราก็มาลงว่ายน้ำแช่น้ำให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย สองทุ่มครึ่ง ก็ถึงเวลาออกท่องอิสตันบูล by night
ณ tramway ป้ายที่คุ้นเคย
นั่งรถแทรมที่ป้ายเดิมหน้าโรงแรม ไปลงที่สถานี Karaköy ซึ่งเลย Yeni Mosque ไปแค่ป้ายเดียว
Tramway ในอิสตันบูล
ผ่านหน้าบริเวณท่าเรือ และ Yeni Mosque
จากนั้นก็เดินลัดเลาะอุโมงค์เพื่อไปขึ้นรถรางอีกสาย เป็นรถรางที่วิ่งลอดอุโมงค์เพื่อพาเราไปยังฝั่งเมืองใหม่ที่เรียกว่า Taksim
รถรางที่วิ่งลอดอุโมงค์
เรามาที่นี่ เพราะจุดหมายของเราคือ Galata Tower หอคอยสูง 66.90 เมตรที่อายุกว่าเจ็ดร้อยปี ตามประวัติ Galata Tower หรือ Christea Turris (Tower of Christ) สร้างขึ้นในปี 1348 โดยชาว Genoese ที่อาศัยอยู่ในคอนสแตนติโนเปิ้ลเพื่อเป็นหอคอยลาดตระเวณในกับชุมชมของตน (Genoa ปัจจุบันเป็นเมืองท่าตอนเหนือของอิตาลี)
Galata Tower
บริเวณย่าน Taksim เป็นย่านเมืองใหม่ คึกคักดีเหมือนกัน แต่ชื่อก็บอกแล้วว่า "เมืองใหม่" ตึกรามบ้านช่องมีลักษณะคล้ายตึกแถวทั่วไป แต่โดยส่วนตัว เราชอบบริเวณเมืองเก่ามากกว่า เดินไปทางไหนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นเติร์ก
สอบถามนักท่องเที่ยวหลายคนว่าขึ้นหอคอยนี้แล้วประทับใจไหม ส่วนใหญ่ก็บอกว่าขึ้นไปก็เห็นภาพมุมกว้างของอิสตันบูลคล้าย ๆ กับที่เห็นตอนล่องเรือ เราก็เลยตกลงกันว่าไม่ขึ้น Tower นี้ก็แล้วกัน จะได้ใช้เวลาไปเดินที่อื่นต่อ จาก Tower ก็ค่อย ๆ เดินลงเนินมาเรื่อย ๆ จนมาถึงสะพานชื่อเดียวกับหอคอย...สะพาน Galata แต่เดิมสะพาน Galata เป็นสะพานไม้สร้างเมื่อปี 1845 สร้างเพื่อเชื่อมเมืองเก่ากับฝั่ง Golden Horn ต่อมาปี 1910 - 1912 ได้รื้อสะพานไม้และสร้างใหม่ด้วยสะพานคอนกรีตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
สะพานไม้ Galata ช่วงปลายศตวรรษที่ 19
สะพาน Galata ในปัจจุบัน
สะพาน Galata ถ่ายจากบนเรือ (รูปจากวันที่ ๗ มิ.ย. ๕๑)
บนสะพานนอกจากรถราที่วิ่งสวนกันไม่ขาดสาย ยังคึกคักด้วยบรรดานักตกปลา ต้องเรียกว่าเป็นนักตกปลามืออาชีพจริง ๆ เพราะปลาที่ตกได้ ก็ขายปิ้งขายกันสด ๆ บนสะพาน ไม่ก็ส่งต่อเผื่อไปขายตามร้านอาหารที่อยู่ด้านล่าง ธุรกิจครบวงจรจริง ๆ
ทำงานทั้งกลางวันกลางคืน
เราไม่ได้เดินบนตัวสะพาน แต่มาเดินชั้นใต้สะพานที่เป็นศูนย์รวมร้านอาหาร นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาทุกคนก็จะเจอแบบเดียวกับเรา ก็คือมีพนักงานเรียกลูกค้าคอยถามไถ่และยื่นข้อเสนอต่าง ๆ เกี่ยวกับร้านค้า ต่อให้ปฏิเสธยังไงพี่แกก็ตื้อลูกเดียว ตื้อไม่ถอยจริง ๆ ค่ะ เราเดินยิ้มไป ปฏิเสธร้านต่าง ๆ ไปกว่าค่อนสะพานสุดท้ายก็เลือกร้านนึงที่ดูบรรยากาศใช้ได้
เขียนโปสการ์ดระหว่างรออาหาร
ออเดิร์ฟมาแล้ว...พร้อมเบียร์ท้องถิ่น
ก้ามปูทอดของเรา
หอมนางรมชุบแป้งทอดของคุณชาย
ตามมาติด ๆ ด้วยอาหารจานหลัก ทานปลาเยอะ ๆ จะได้ฉลาด
ของเรา
ของแวงซองต์
ปิดท้ายด้วยขนมหวานแบบตุรกี
Turkish Halva
น่าทานไหมคะ
พอลองชิมปุ๊บ....โอ้โห...หวานมาก ขนาดว่าเราเป็นคนชอบขนมทานหวานจัดแนวทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ยังรู้สึกว่า Halva นี้หวานจนเลี่ยนเลย ><" ในเมื่อหวาน ๆ แบบนี้ก็ต้องมีชาตุรกีร้อน ๆ ตบท้ายแก้เลี่ยน อืม....หอม อร่อยจริง ๆ
หอม...ชื่นใจ
โดยรวม ร้านนี้บริการดี อาหารอร่อย บริกรน่ารักมากกกกก แต่...ก็มีอะไรที่ทำให้หงุดหงิดใจ(แวงซองต์)เล็กน้อย เค้าว่า...อย่าไว้ใจชาวเติร์กไงคะ ฉลาดแกมโกง เหอะ ๆ ^^ เอาน่ะ...ของแบบนี้ก็ต้องมีกันบ้าง เป็นประสบการณ์ค่ะ
ร้านอาหารที่เราไปทาน
Yeni Mosque จากหน้าร้านอาหาร
อุโมงค์เชื่อมท่าเรือกับถนนฝั่ง Yeni Mosque หลังร้านปิด
ณ ป้าย Eminönü ขณะรอรถแทรมเที่ยวสุดท้าย
รถแทรมเที่ยวสุดท้ายของที่นี่คือเที่ยงคืน แต่น่าจะเป็นเที่ยงคืนจากต้นสาย เพราะเรานั่งรอรถแทรมนานมากเกือบยี่สิบนาที ><" แถมมีเหตุให้ระทึกอีกตะหาก เพราะขณะที่นั่งรถแทรมออกจากป้าย Grand Bazaar เพื่อมาป้าย Laleli Universite ที่เราพัก รถแล่นมาได้นิดนึงก็หยุดชะงักแล้วก็แล่นต่อ...แต่...เป็นแล่นถอยหลังซะอย่างนั้น คนบนรถก็มองหน้ากันเลิกลั่ก ๆ เพราะกลัวรถเสีย แวงซองต์บอกว่าน่าจะเป็นเพราะมีปัญหาเรื่องสลับราง และก็จริง ๆ ด้วย...เพราะพอรถถอยกลับไปที่สถานี Grand Bazaar หยุดรอแป๊บนึงรถก็แล่นต่อ แต่รางที่วิ่งเป็นคนละด้านกับเมื่อกี๊ เง็ง...เพราะไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน
กลับมาถึงโรงแรม เจอฟรอนต์คนเดิมเพราะเรากลับกันดึกทุกคืน ไม่ต้องบอกเลขห้อง เค้าก็รีบหยิบคีย์การ์ดห้องให้พร้อมบอกว่าจำได้ ^^ น่ารักเชียว สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องรถที่จะมารับเราไปสนามบินพรุ่งนี้ว่าจะมารับเรากี่โมง ได้ข้อมูลเรียบร้อยก็รีบขึ้นไปนอนพัก เพราะพรุ่งนี้เช้ายังเที่ยวได้อีกครึ่งวันเต็ม ๆ
วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๑ ตื่นเช้ากว่าวันอื่น ๆ เพราะต้องเผื่อเวลาจัดกระเป๋า อาบน้ำแต่งตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมแอบหยิบขนมติดไม้ติดมือมาเป็นเสบียงตอนเที่ยงนิดนึง ^^
เช็คเอาท์เรียบร้อยก็ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม ก่อนจะเริ่มออกผจญภัยในอิสตันบูลอีกครั้ง
เราตั้งใจจะไปที่ Rüstem Pasha Mosque มัสยิดออตโตมันขนาดเล็กสร้างช่วงปี 1561 - 1563 ที่ขึ้นชื่อเรื่องกระเบื้องเพนท์ลายดอกไม้สีสวยสด ก่อนออกจากโรงแรมก็ถามทางจากพนักงานที่โรงแรม แต่หลาย ๆ คนไม่รู้จักมัสยิดแห่งนี้ ><" (เพราะไม่ได้มีชื่อเสียงเหมือนมัสยิดหลาย ๆ แห่งค่ะ) แต่พอพนักงานเห็นว่าอยู่ใกล้ ๆ Süleymaniye Mosque ก็ชี้ทางให้ว่าต้องเดินไปทางนั้น ทางนี้ ส่วนที่เหลือก็ไปลุยเอาดาบหน้าก็แล้วกันค่ะ ^^
เราสองคนก็เดินดุ่ม ๆ ตามป้ายบอกทางไปมัสยิดสุไสมาน (Süleymaniye Mosque) ที่สร้างโดยสุลต่านสุไลมาน สุลต่านที่นำจักรวรรดิ์ออตโตมันเข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุด เนื่องจากมัสยิดนี้ตั้งอยู่บนเนิน เดินไปก็รู้สึกเหมือนค่อย ๆ ไต่ทางลาดขึ้นไปเรื่อย ๆ บ้านเรือนสองฝั่งถนนตลอดเส้นทางก็น่าสนใจ เพราะไม่ได้ถนนเส้นหลักของนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนของคนท้องถิ่น สภาพค่อนข้างเก่า
ไปถึง Süleymaniye Mosque ก็เข้าไปชมข้างในแค่บางส่วน เพราะบางส่วนกำลังอยู่ระหว่างการบูรณะ และเราเองก็เวลาจำกัด
ถึงแล้ว...มัสยิดสุไลมาน
ก่อนจะออกจากมัสยิดก็แวะเคารพศพของสุลต่านสุไลมานที่อยู่ในบริเวณของมัสยิด
ทางเข้า The Tomb of Süleyman
สถานที่เก็บศพของสุลต่านสุไลมานที่ 1
มัสยิดสุไลมานจากอีกมุม
ร้านอาหาร และ ร้านของที่ระลึกตรงข้ามประตูมัสยิด
ออกจากมัสยิดสุไลมาน พวกเราก็เดินไปเรื่อย ๆ จนมาเจอตลาดสดคึกคักมาก ๆ มองเท่าไหร่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะเจอมัสยิด Rüstem Pasha เลยถามคนแถวนั้น ถามสองสามคนก็ไม่มีใครบอกได้ สุดท้ายก็ถามคุณจราจร...แกก็ไม่รู้จักแต่ก็น่ารักมากอุตส่าห์ไปถามคนแถวนั้นให้ สุดท้ายก็ได้ยินเสียงสววรค์มาจากด้านหลัง เป็นผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งได้ยินเสียงคุณจราจรถามทางก็เลยหันมาอธิบายให้เราเป็นภาษาอังกฤษ บอกทางให้เสร็จสรรพว่าให้เดินตรงไปเรื่อย ๆ เจอแยกที่สองแล้วค่อยเลี้ยวซ้าย อูย...เสียงสวรรค์มาโปรดจริง ๆ เลยขอบคุณทุก ๆ คนที่ให้ความช่วยเลยเป็นอย่างดีด้วยยิ้มพิมพ์ใจไทยแลนด์
พูดถึงเรื่อง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เรางงกับพี่เติร์กแกมาก ๆ ถามทางทีไร...พี่แกจะบอกว่า left แต่ทำมือไม้บอกให้เลี้ยวขวาตลอด ดีค่ะ งงดีค่ะ ถามคนแรกก็พอหยวน ๆ คิดเอาเองว่าเค้าคงไม่สันทัดภาษาอังกฤษ แต่เจอแบบนี้ประมาณห้าคนได้ค่ะ แต่ เราก็ไม่สนใจล่ะว่าจะ left หรือ right เชื่อภาษาสากลค่ะ ภาษามือ ฮ่า ๆ ๆ
ยังค่ะ...จุดหมายเราไม่ใช่มัสยิดนี้ค่ะ
หลังจากถามทางเรียบร้อย ก็เดินไปตามเส้นทาง เดินไม่เหนื่อยเลย เพราะเป็นเส้นทางลงเนิน มันส์มากกกกก เดินมาเรื่อย ๆ ก็เจอตลาดขายส่ง คึกคักมากมาย อารมณ์เหมือนเดินสำเพ็ง (มาทราบทีหลังว่าชื่อ Hasırcılar Çarşısı -Strawmat Weavers Market)
ในตลาด เราเดินไป อมยิ้มไป ห้ามใจไม่ให้ชอปไปด้วย ฮ่า ๆ ของน่าซื้อที่สุด แต่...ขี้เกียจขน ><" สุดท้ายก็รีบเดินจ้ำอ้าว ๆ เพื่อให้ถึงจุดหมายของเราเร็ว ๆ
ร้านน้ำส้ม...น่าอุดหนุนที่สุด
เดินเพลินตากับร้านค้ามากมายพักใหญ่ ในที่สุดก็เห็น Rüstem Pasha Mosque อยู่ตรงหน้าพวกเรา เป็นมัสยิดขนาดเล็กและอยู่ท่ามกลางตลาด ไม่แปลกใจที่หลายต่อหลายคนแม้แต่คนท้องถิ่นจะไม่รู้จัก
ครั้งหนึ่งในชีวิต...ผู้พิชิต Rüstem Pasha Mosque
Arcade ด้านหน้ามัสยิด
ประตูหลักของมัสยิดจะเปิดใช้ในพิธีสำคัญ ๆ เท่านั้น ส่วนผู้มาเข้าชม จะเข้าทางประตูด้านซ้าย เช่นเคย ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าชม
พอก้าวพ้นประตู จะเห็นพรมสีแดงตัดด้วยสีน้ำเงินลายดอกสีเดียวกับกระเบื้องประดับในมัสยิด สีลายกระเบื้องที่นี่ค่อนข้างสวยสมบูรณ์
อยู่ในมัสยิดครู่หนึ่ง ก็มีคณะทัวร์พร้อมไกด์ฝรั่งเศสเข้ามา ไกด์ก็ไปเปิดไฟโคมทำให้มัสยิดดูสวยยิ่งกว่าเดิม แถมเราก็แอบเนียนฟังคำอธิบายพร้อมเกร็ดเล็กน้อยไปด้วย
ประตูกลาง...ประตูหลักของมัสยิด
ตอนออกจากมัสยิด เห็นร้านรวงและรถเข็นชวนให้บรรยากาศแถวนี้คึกคักจริง ๆ เราก็เดินผ่านร้านนู้นร้านนี้เพื่อย้อนกลับไปทางเดิม ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็แวะซื้อของที่ระลึกที่นี่เสียเลย ถูกกว่าที่ Grand Bazaar เป็นไหน ๆ ไป ๆ มา ๆ ก็เลยซื้อพวกกุญแจราคาขายส่งมาสองแบบ...ยี่สิบอัน
พวงกุญแจยี่สิบอันในมือดิฉัน...พร้อมแจก
เราเดินไปเรื่อย ๆ จากตลาดขายส่งจนไปถึงตลาดทางที่จะไป Grand Bazaar ก่อนทางเข้า Grand Bazaar เราเจอร้านขายกล่องผ้าใส่ของกระจุกกระจิก กล่องสีสวยหวานราคาแค่ 1.50 ลีร่า...ก็เลยสอยมาเสียเลย ระหว่างจ่ายตังส์ก็ถามหนุ่มน้อยคนขายว่า มีไปรษณีย์แถวนี้หรือเปล่า เพราะเรายังไม่มีแสตมป์ติดโปสการ์ดกันเลย หนุ่มคนขายก็บอกว่ามีไปรษณีย์อยู่ใน Grand Bazaar และบอกพวกเราว่าเดี๋ยวพาไปที่ไปรษณีย์เอง โอ้โห....ใจดีสุด ๆ
หนุ่มใจดีคนนี้ล่ะค่ะ
ระหว่างทาง...คิดในใจเลยว่าถ้าหนุ่มใจดีคนนี้ไม่พาเราไปไปรษณีย์ พวกเราคงต้องใช้เวลาครึ่งวันหาไปรษณีย์ กว่าจะเดินไปถึงเหมือนเดินอยู่ในเขาวงกต เง็ง ><" พอไปถึงไปรษณีย์ พวกเราก็ขอบอกขอบใจหนุ่มเติร์กใจดีเสียยกใจ นอกจากหล่อแล้วยังใจดีอีกนะเนี่ย เสียดายที่ดิฉันมีแฟนแล้ว ไม่งั้นนะ อิอิอิ คลิป "ตามล่าหาไปรษณีย์" ใน Grand Bazaar
ซื้อแสตมป์เสร็จเรียบร้อย ก็ต้องหามุมเขียนโปสการ์ดต่อให้เสร็จ แล้วก็เจอมุมเหมาะพอดี ตู้โชว์หน้าร้านเป็นโต๊ะอย่างดีในการเขียนโปสการ์ดของพวกเรา
เขียนเสร็จก็วิ่งย้อนกลับไปส่งที่ไปรษณีย์อีกรอบ ระหว่างทางเดินไป คุณลุงคนหนึ่งเห็นเราถือโปสการ์ดในมือก็คงคิดว่าเราหาทางไปรณีย์อยู่ ก็เลยหันมาบอกเราว่าไปรษณีย์อยู่ตรงไหน คนที่นี่น่ารักมากเลยใช่ไหมคะ
Bye Bye Grand Bazaar
ส่งโปสการ์ดเสร็จก็เท่ากับ Our Mission Completed ก็เลยออกจาก Grand Bazaar เพื่อเดินกลับโรงแรมเพราะใกล้ถึงเวลาที่รถจะมารับไปสนามบิน ใช้เส้นทางเดิมที่สุดจะคุ้นเคย ลัดเลาะผ่านตลาด ผ่านมหาวิทยาลัยอิสตันบูล ผ่านมัสยิด Nuruosmaniye และแวะซื้อขนม Lukum ขนมขึ้นชื่อของตุรกี
รถมารับที่โรงแรมตอนบ่ายโมงนิด ๆ ตลอดทางไปสนามบินก็ได้เห็นร่องรอยของความรุ่งเรืองในอดีตของคอนสแตนติโนเปิ้ล
ก่อนเข้าสู่บริเวณสนามบิน เห็นทะเลมาร์มาราอย่างชัดเจน
และแล้วก็ถึงเวลาอำลาอิสตันบูล สามวันที่ผ่านมาเราประทับใจมาก ไม่ว่าสถานที่ ผู้คน และบรรยากาศของเมืองนี้ หวังว่า...สักวันเราจะได้เจอกันใหม่ "อิสตันบูล" Posted on Tue 17 Jun 2008 1:08
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||